ชายผู้หันหลังให้วิถีชีวิตภายในเมือง และก้าวเข้าสู่วิถีแห่งชาวไร่หลังจากเล่น Stardew Valley

0
816
ไอหนุ่มบ้านไร่

‘เรื่องราวของคนที่เบื่อกับชีวิตที่ซ้ำซากในตัวเมือง ตัดสินใจทิ้งวิถีชีวิตเดิมๆก่อนจะออกมาหาอะไรใหม่ๆ หรือความหมายของชีวิตใหม่’ เป็นพล๊อตยอดนิยมของเกมอย่าง Stardew Valley หรือ Harvest Moon เลยล่ะ แต่สำหรับ Samuel แล้ว นี่ไม่ใช่แค่พล๊อตของเกมหรือนิยาย แต่มันคือชีวิตจริงของเขา

การใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์มนั้นเป็นความฝันของ Samuel มาตั้งแต่เขายังเล็กแล้ว แต่ชีวิตก็มักจะพาให้เราเขวไปจากความฝันของเราเสมอ เพียงแค่ว่าสำหรับเขาแล้ว การได้พบกับ Stardew Valley ได้ทำให้เขาตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ซักที ก่อนจะทิ้งชีวิตชาวเมืองใน Illinois ที่เขาอยู่มานานเสียนานเพื่อกลับไปยังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในชนบทด้วยอายุ 33 ปีเช่นนี้

“ผมได้เพื่อนใหม่อยู่ที่นี่ เมื่อสองอาทิตย์ก่อนก็ยังนั่งซดเบียร์ด้วยกันอยู่เลย เขายังแซวผมด้วยซ้ำ ‘ชีวิตนายนี่มันโคตร Harvest Moon เลยว่ะเพื่อน'” Samuel บอกพลางหัวเราะ “พวกเขาก็ไม่ร้องยี้วิ่งหนีผมกันหรอกนะ แถมหลายคนยังบอกเลยว่านี่ผมเล่นคอสเพลย์แบบถึงกึ๋นเลยนี่หว่า”

แต่สำหรับ Samuel แล้ว นี่ไม่ใช่เพียงแค่การคอสเพลย์ เขาเลือกที่จะใส่ชุดแบบในเกมเฉพาะเวลาที่รู้สึกอยากใส่ด้วยซ้ำ ด้วยพื้นที่ประมาณ 2.5 เอเคอร์ เล้า คอก น้องหมาสองตัว กับบ้านสองชั้นที่ต้องมีการบำรุงต่อเติมแล้ว มันเป็นความรับผิดชอบที่เยอะยิ่งกว่าที่เขาเคยเจอมาแบบเทียบไม่ติด ถึงแม้ว่าไอ้เรื่องนี้มันจะะชวนให้ผมหงอกเพิ่มปริมาณขึ้นก็ตามที แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่กลับไปเป็นชาวเมืองแน่ “นี่ล่ะคือทุกสิ่งที่ผมต้องการ”

กำแพงรอบตัว

ทุกๆ คืนและคืนละหลายๆ รอบ จะมีรถไฟผ่านใกล้กับอพาร์ทเม้นท์ของ Samuel พร้อมกับเสียงที่น่าพึงประสงค์เท่าไหร่ และก็เป็นหนึ่งในวิถีชาวเมืองที่ก่อกวนเขามาตลอด สำหรับคนที่โตมากับการวิ่งเล่นในไร่องุ่นของคุณป้าแล้ว ความวุ่นวายของตัวเมืองไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาต้องการซักเท่าไหร่ อันที่จริงชีวิตการทำงานของเขาก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับทำงานให้กับ Joja ใน Stardew Valley ด้วย แค่มันไม่ทำให้เขารู้สึกพอใจอย่างที่เขาคาดหวังไว้ และอพาร์ทเม้นท์เล็กๆของเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

Stardew A wonderful life Joja“ผมชอบงานของผมนะ แต่พอกลับบ้านมาก็มีแค่กำแพงสี่ด้านให้มอง มันเป็นอะไรที่รู้สึกแย่มาก” Samuel กล่าว “คือผมจะออกไปเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอกก็ได้ แต่พอออกไปปุ๊บก็เจอแต่อาคารคอนกรีตเต็มไปหมด ผมจะทำอะไรดี? ไปเที่ยวบาร์หาไรดื่ม ไม่ก็ยืนจ้องพื้นถนนเล่น?”

ฟังดูเหมือนตลกร้าย แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้อยู่ว่ามันก็คือเรื่องจริงของหลายๆคน ไม่น่าแปลกใจเลยที่ Samuel จะใช้เวลาว่างของเขาไปกับการเล่นเกม ไม่ว่าจะเป็น Mass Effect: Andromeda, Dust: An Elysian Tales หรือแม้กระทั่ง EVE Online ที่เขาใช้เวลากับมันเกือบๆ 8 ปีได้ แต่ Stardew Valley นั้นต่างออกไป มันมีอะไรบางอย่างที่จุดประกายให้กับเขา อะไรบางอย่างที่เขาไม่สามารถหาได้จากที่อื่น เหมือนกับมีความอบอุ่น มีจิตวิญญาณที่เขากำลังตามหาอยู่

ในขณะที่ตัวเขาชอบ Harvest Moon เดิมๆ อยู่ไม่น้อย แต่ Stardew Valley กลับส่งผลกับเขามากกว่า (อาจจะด้วยผลกระทบของเนื้อเรื่องส่วนของ Joja ก็เป็นได้) ช่วงเวลา 120 ชั่วโมงที่เขาได้ปลูกผักในคอมนั้น มันส่งผลกับคนที่โตมากับชนบทอย่างเขาเป็นอย่างมาก

Stardew A wonderful life land
พื้นที่ 2.5 เอเคอร์ของ Samuel

ช่วงปลายปีที่ความหนาวค่อยๆคืบคลายเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์ของเขานั้น ความอดทนของเขาเองก็ค่อยๆหมดลงไปเช่นกัน เขาต้องการที่จะหนีไปจากตัวเมืองให้ได้ “ผมเริ่มรู้สึกผิดหวังในชีวิต” เขากล่าว “ผมอยากรู้สึกว่ามือของผมได้เปื้อนดินเปื้อนโคลน ผมอยากออกไปข้างนอกเพื่อพรวนดิน ได้เห็นว่าสิ่งที่ผมปลูกมันงอกงามขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกที่ผิดหวังกับชีวิตชาวเมืองปัจจุบัน คุณก้มมองมือถือของตัวเองไปวันๆ จนกระทั่งวันนึงคุณเงยหน้าขึ้นมาแล้วถามกับตัวเองว่า นี่เหรอการใช้ชีวิต?”

“ผมรู้สึกเลยว่าถึงเวลาแล้วที่ผมต้องวิ่งตามความฝันของตัวเอง ด้วยทุกสิ่งที่ผมมี”

หลังจากปีใหม่ผ่านไป Samuel ได้นั่งจับเข่าคุยกับเพื่อนเพื่อหาทางออกของปัญหาที่กำลังกวนใจเขาอยู่นี้ ตัวเขาเองก็มีคำตอบที่อยู่ในใจอยู่แล้ว “ผมจะไปหาซื้อฟาร์ม หาไก่งวงซักสองตัว ตั้งชื่อมันว่า Christmas กับ Thanksgiving ผมพูดจริงนะ ผมอยากทำมานานแล้ว” แน่นอนทุกคนถึงกับขำก๊าก “สติแตกสุดๆ ไปเลยนาย”

 

การเริ่มต้นใหม่

Samuel ได้ซื้อฟาร์มแห่งแรกที่เขาได้แวะไปดูมา “ตรงกับที่อยากได้เป๊ะเลย” เขาบอก “20 นาทีจากที่ทำงาน 20 นาทีจากที่บ้านพ่อแม่เขา และก็แหมะอยู่ตรงที่ไหนก็ไม่รู้ที่เขาไม่รู้จัก”

ยิ่งกว่าเข้าล๊อค Stardew Valley ซะอีก พื้นที่ 2.5 เอเคอร์ถูกทิ้งร้างมาแรมปี คือสภาพทุกอย่างยังดีอยู่ แต่ว่ามีอะไรที่ต้องเตรียมการรออยู่เยอะมาก วัชพืชที่ต้องกำจัด ต้นไม้ที่ต้องโค่น หินที่ต้องไล่เก็บกวาด และนี่ยังไม่รวมถึงตัวบ้านที่ต้องจัดการเพิ่มเติมอีก “ต้องทำการบำรุงตัวบ้านด้วย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ เนื่องจากเจ้าของเดิมนั้นได้ทำการต่อเติมบ้านแบบครึ่งๆ กลางๆ แค่พอดีเท่านั้น อย่างเช่นตอนนี้พื้นที่ในบ้านส่วนนึงก็มาจากการเอาพื้นที่นั่งเล่นด้านหน้าครึ่งนึงมาใช้ซะงั้น

Stardew A wonderful life house
บ้านของเขาที่ชั้นใต้ดินยังไม่เรียบร้อยดี

ถึงแม้ว่าจะมีงานซ่อมบำรุงต่างๆรอให้จัดการอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ Samuel ชะงักเลย พื้นที่ส่วนหนึ่งถูกจัดการและหว่านเมล็ดลงไปเรียบร้อยแล้ว “ผมมีทั้งหัวหอม กระเจี๊ยบ แตงกวา กระหล่ำปลี เอิ่ม อันที่จริงมันก็เร็วไปหน่อยสำหรับกระหล่ำอ่ะนะ” เขากล่าวด้วยความตื่นเต้น “จริงๆก็ตั้งใจจะปลูกพวกผักขม ถั่ว หรือทาบาสโก้(พริกชนิดหนึ่ง)ด้วยแหละ”

เมื่อถามถึงทาบาสโก้นั้น “ผมอยากลองดูเพราะเมื่อก่อนเคยเห็นปู่ผมปลูกน่ะ” เขาอธิบายเพิ่ม “ตอนเด็กๆผมเห็นเจ้าพริกลูกใหญ่ๆนี่ห้อยอยู่ในโรงเรือนแล้ว มันบอกไม่ถูกแฮะ ผมรู้สึกว่ามันน่าจะสนุกดีประมาณนั้นอ่ะ”

หลังจากที่ได้ซื้อที่เมื่อตอนเดือนมกราคมนั้น ยังไม่ทันไรไร่ของ Samuel นั้นเริ่มจะดูคล้ายกับใน Stardew Valley เข้าไปแล้ว เพื่อนของเขาส่งต้นแอ๊ปเบิ้ลมาเป็นของขวัญให้เขาสองต้น ซึ่งก็ลงดินไปแล้วเรียบร้อย มีเถาองุ่นที่เขาตั้งใจไว้ว่าจะเอามาทำเป็นแยมแบบ sugar-free “ผมอยากลองทำพวกไวน์เหมือนกัน รวมถึงหมักเบียร์ด้วย พวกคราฟเบียร์อะไรพวกเนี้ย มันฟังดูน่าสนุกนะ ยิ่งถ้าได้กรึ๊บระหว่างที่กำลังทำอยู่มันก็โคตรแจ่มเลย”

ส่วนทางด้านพวกสัตว์ Samuel ได้วางแผนไว้ว่าเขาจะหาไก่มาซัก 15 ตัว (รวมกับเจ้า Christmas และ Thanksgiving แล้ว) จริงๆก็มีคนพยายามปรามแล้วแต่ท่าทางเขาจะเอาจริงที่ว่าจะหิ้วปีกหมูกับแพะมาด้วย “ผมเข้าใจนะว่าทุกคนบอกว่าพวกมันน่ารัก แต่ทำไงได้ มันอร่อยอ่ะ” เขายักไหล่ตอบ

นอกจากนี้เพื่อนบ้านเขายังให้ลูกหมาเซนต์เบอร์นาร์ดมาอีกสองตัว ซึ่งเขาก็ตั้งชื่อมันว่า Donny กับ Gordon สุดท้ายก็นี่เลย รังผึ้ง Carolina อีกซัก 4 รังในอนาคต ตรงนี้เขาก็บอกว่าเหมือนกับทาบาสโก้นั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่ปู่ของเขาทำและเขาก็อยากลองทำดู

Stardew A wonderful life dog
Donny กับ Gordon ลูกหมาเซนต์เบอร์นาร์ดทั้งสองตัวที่เขาได้มา

แน่นอนว่าอะไรๆคงไม่ง่ายเหมือนอย่างที่คิด ความรู้เรื่องการทำฟาร์มของเขาก็ยังไม่มาก อย่างน้อยครอบครัวของเขาก็เคยทำฟาร์มมาก่อน ดังนั้นเรื่องต่างๆก็อยู่ในสายเลือดของเขา แต่เรื่องค่าครองชีพนี่ล่ะที่จะเป็นปัญหาแน่ๆ ถึงตัวเขาจะบอกเสมอว่านี่มัน Stardew Valley ฉบับคนแสดงยังไงก็ตาม แต่พอเข้าหน้าร้อนเขาคงไม่สามารถปลูกแต่ blueberry แล้วโยนลงถังนอนตีพุงสบายๆ ได้แน่ๆ

นอกเหนือจากฟาร์มแล้ว เขาก็ยังหางานทำช่วงกะกลางคืนเพื่อให้สามารถอยู่ได้ เนื่องจากตัวฟาร์มนั้น แม้ว่าเขาจะจัดเวลาช่วงเช้ามาดูแล แต่มันก็ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่ามันจะเป็นรูปเป็นร่าง ต่อให้ฟาร์มเข้าที่เข้าทางแล้ว ในไร่มีพืชผัก ในคอกมีสัตว์อยู่ครบ ก็ใช่ว่าเขาจะอยู่ได้แบบชิวๆ ชีวิตของการทำฟาร์มจริงๆ มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหรอก โดยเฉพาะกับฟาร์มขนาดเล็กเนี่ย

พอมีคำถามว่าเขาสงสัยไหมว่าคิดผิด? “ทุกวันเลย” เขาตอบโดยทันที “ผมมีเวลามานั่งคิดทุกวันเลยด้วยซ้ำ ว่าไอ้ที่ผมทำอยู่เนี่ยมันมีอะไรคืบหน้ามั่งว้า ที่ทำไปร่วม 6 ชั่วโมงในแต่ละวันเนี่ย คลุกฝุ่นเต็มตัว โคลนเต็มแข้ง มีอะไรขยับเขยื้อนไหมหว่า?”

Stardew A wonderful life coop
มีเรื่องที่เขาต้องทำเยอะมากกว่าที่ฟาร์มของเขามันจะเข้าที่เข้าทาง

ชีวิตของเขาดูยากลำบากกว่าสมัยเป็นชาวเมืองเป็นอย่างมาก มันไม่เหมือนกับในเกมซักเท่าไหร่นัก แต่ Samuel นั้นรู้สึกมีความสุขกว่าเมื่อสมัยก่อน หลายเดือนก่อนเขาพึ่งจะขับกลับมาที่ฟาร์มหลังเสร็จงานกะกลางคืน อากาศมันแย่ลงทุกๆวัน สิ่งที่รอเขาหลังจากก้าวขาลงจากรถคือหิมะที่ทับกันซะสูงเป็นนิ้วจนขาวไปหมด

เมื่อเขาออกจากรถและเหยียบลงไปบนหิมะ เขาได้ยินเสียงที่เขาไม่เคยได้ยินมานานจนเขาเองก็จำไม่ได้แล้ว เขายืนอยู่นิ่งๆ ก่อนจะนั่งฟังความเงียบสงัดที่ฟาร์มของเขาสามารถมอบให้กับเขาได้ “นั่นแหละ มันใช่เลย นี่มันยอดมากเลย นี่แหละคือที่ๆ ผมตามหามานาน มันอยู่ตรงนี้นี่เอง”

 

Stardew A wonderful life

การทิ้งชีวิตคนเมืองเพื่อซื้อบ้านอยู่ในชนบทนั้นไม่ค่อยต่างอะไรกับการพนันเท่าไหร่นัก แต่สำหรับ Samuel นั้นไม่ใช่ “ผมนั่งจิบกาแฟอยู่ข้างนอก ใครขับผ่านไปมาก็จะโบกมือให้กัน ในเมืองนี่ไม่มีทางหรอก แต่ละคนก็ยุ่งกับชีวิตของตัวเองจนลืมคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆ กันไปด้วยซ้ำ ตอนที่ผมอยู่ในอพาร์ทเม้นท์เนี่ย ขนาดเพื่อนห้องอยู่ห่างไปแค่ 20 ฟุต แต่ผมเจอกับเขาแค่ครั้งสองครั้งเองมั้ง พูดตรงๆ ผมยังจำชื่อพวกเขาไม่ได้เลย พอย้ายมาอยู่ที่นี่ เพื่อนบ้านแต่ละคนนี่ถามมาเถอะ ตอบได้หมด”

Samuel ค่อนข้างที่จะตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยเลยเมื่อพูดถึงหลายปีภายหน้าของเขาจะเป็นอย่างไร เขาเล่าถึงแผนต่างๆ รวมถึงคิดที่จะมีลูก แต่นั่นก็คงต้องหาภรรยาให้ได้ก่อนล่ะนะ แน่นอนว่าพูดกันมาถึงตรงนี้จะขาดกันไปได้อย่างไรเนอะ กับการหาทางจีบสาวชาวไร่เนี่ย “ผมจะวิ่งไปเอาไข่ให้เป็นของขวัญแล้วก็ชิ่งจากไปยังไงล่ะ” เขาหัวเราะกลับมา “ก็นี่วิธีจีบสาวไม่ใช่เหรอ” ก็นั่นแหละ ไม่ค่อยน่าแปลกใจเท่าไหร่หรอก

Stardew A wonderful life mine
ทางเข้าเหมืองของ Samuelแน่นอนว่ามันไม่ได้มีสไลม์อยู่ข้างในหรอกนะ

อันที่จริงแล้ว Samuel ก็ไม่ได้คิดมากถึงขนาดนั้นเกี่ยวกับอนาคตข้างหน้าหรอก เขาใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความสุขตามประสาของเขา “ผมติดนิสัยคิดในแง่ลบมานานเกินพอแล้วล่ะ และก็ไม่ใช่อะไรที่ควรจะนั่งคิดในแง่ลบให้หัวหงอกเพิ่มขึ้นหรอกครับ คุณไม่จำเป็นต้องพะวงอะไรบ้าบอขนาดนั้นโดยเฉพาะเรื่องที่คุณต้องกังวลจริงๆ มีแค่ไอ้พื้นที่สองเอเคอร์แค่นี้น่ะ โลกมันก็หมุนของมันไป ทำงานของมันไป แต่ไก่ของคุณน่ะรอให้คุณไปให้ข้าวพวกมันอยู่”

ชัวร์ว่าวันหนึ่งเสน่ห์ของชนบทอาจจะมอดหมดไป ซึ่งตัว Samuel ก็ยอมรับในจุดนี้ เพียงแค่ว่าสำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่การใช้ชีวิตชนบทแบบแฟนตาซีจ๋า แต่เป็นการทำงานเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้นั่นแหละที่สำคัญ

“มันเป็นเรื่องที่ง่ายนะ ที่จะออกไปพรวนดิน หว่านเมล็ดให้เรียบร้อย แต่ที่ยากจริงๆคือการต้องดูแลพวกมันเป็นเดือนๆจนกว่าจะออกผล” เขาอธิบาย “ผมก็หวังว่าผมจะทำได้นะ เพราะถ้าพูดถึงความฝันแล้ว คุณต้องรับมันให้ได้ทั้งด้านที่ดีด้านไม่ดี คุณต้องยอมรับทั้งช่วงเวลาที่ลำบากกับช่วงเวลาดีๆ นั่นแหละคือจุดสำคัญ ไม่ใช่ว่าพูดถึงแค่การได้นั่งจิบชาสบายๆ แต่เป็นการได้นั่งจิบชาสบายๆ หลังจากที่คุณทำงานมา 12 ชั่วโมงต่างหากล่ะ”

และนั่นก็เป็นเรื่องราวบทหนึ่งของ Samuel ชายผู้ทำตามความฝันของตัวเอง แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากลำบากหรือไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ตามที

ขอขอบคุณเรื่องราวในครั้งนี้จากทาง PCgamer ที่ได้แบ่งบันกันมาจ้า

Facebook Comments
SOURCEPCgamer
SHARE
จิ้งจอกธรรมดาๆ 5 บาท บางคราวก็เป็นจิ้งจอกสามสลึงไม่เต็มบาทเท่าไหร่ อาจจะพบเห็นความผิดพลาดได้เป็นระยะๆก็แหย่ๆเตือนๆได้เต็มที่หงิง